[Erik/Charles]Again and Again

posted on 04 Jun 2014 17:38 by kurohashi-sey

X-Men Fan Fiction

Title : Again and Again

pairing : Erik/Charles

Rate : -

 

ฉันเองที่มีความสามารถในการมองเห็นความคิดได้แต่กลับไม่เคยเข้าใจนายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

นายเองที่ปล่อยมือของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

เป็นเราที่สวนทางกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

เป็นฉันเองที่หลงรักนายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

 

...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

 

............................................................................................

 

สำหรับฉันมันไม่เคยมีอะไรง่ายเลยตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้พบกัน แต่ฉันก็รู้ว่าพวกเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

 

เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่เขามีโอกาสได้เรียกใครสักคนว่า 'เพื่อน' จากก้นบึ้งของหัวใจ

 

ทีละน้อยที่อีริคค่อยๆก้าวเข้ามาในพื้นที่ของเขา เข้ามาในส่วนที่ลึกที่สุด

 

ทีละน้อยที่เขาค่อยๆก้าวเข้าไปในความคิดที่ไม่เคยมีใครเหยียบย่างของอีริค

 

โดยไม่เคยรู้ตัวความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่เหนือขึ้นไปกว่าความเชื่อใจ ราวกับเป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันตัดขาด

 

แม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่าพวกเราไม่มีทางเดินอยู่บนเส้นทางสายเดียวกัน แต่เขาก็หวังมากขึ้น...มากขึ้น... ว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของอีริคได้ ไม่ใช่ด้วยการใช้พลัง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความยินยอมของเจ้าตัวเอง

 

...เขาคาดหวัง.. แม้จะรู้ว่ามันไม่มีวันเป็นจริงก็ตาม

 

"ลาก่อนชาร์ล"

 

ถ้อยคำง่ายๆของนายที่พูดกับฉัน จังหวะง่ายๆที่นายหันหลังให้ฉันทิ้งฉันไว้บนชายหาดผืนนั้น

 

แค่นั้นฉันยังไม่เคยลบมันออกไปจากสมองได้เลย

 

วินาทีแต่ละวินาทีเคลื่อนผ่านไปช้าเหลือเกินนับจากตอนนั้น ตัวเขาแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าออกมาจากหาดนั้นได้อย่างไร สิ่งเดียวที่เขารู้มีเพียงแค่ร่างกายท่อนร่างที่ด้านชาพอๆกับหัวใจของเขา

 

เขาใช้ดวงตาสีฟ้าสดของตนมองมือว่างเปล่าที่สั่นเทา ...ไม่มีอะไรเหลือ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพยายามประคับประคองไว้ด้วยสองมือนี้.. ทุกอย่าง ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว...

 

ทั้งเรเวน ทั้งอีริค.. ทุกคนจากเขาไปแล้ว

 

ชาร์ลยกมือทั้งสองขึ้นปิดบังดวงตาชื้นน้ำของตน ได้ยินเสียงถามไถ่อย่างเป็นห่วงจากแฮงค์ว่าเขาเจ็บแผลหรือเปล่า แต่เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ รวมถึงรู้ว่าขาของเขาจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก และความเจ็บปวดก็ไม่มีทางที่จะถูกรักษาเยียวยาได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

 

เขาได้แต่เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆว่ามีอะไรที่ผิดไปงั้นเหรอ ความสัมพันธ์ที่เขาเฝ้าทะนุถนอมที่สุดถึงได้พังทลายลงทุกครั้ง...

 

ทั้งเรเวนที่เป็นดั่งน้องสาว..

 

แล้วก็อีริค...

 

ชาร์ลพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ออกจากปอดผ่านทางริมฝีปากแดงช้ำที่สั่นระริกเหมือนคนกำลังกลั้นสะอื้น เขาทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ? เขาไม่ควรพาอีริคขึ้นเครื่องบินลำนั้นมา?.. หรือว่าเขาไม่ควรทำให้อีริคสามารถใช้พลังได้จนถึงสุดขีดความสามารถที่อีริคมี?... หรือว่าเขา...

 

หรือว่าเขาไม่ควรแม้แต่จะได้พบเจออีริคด้วยซ้ำ?

 

ชาร์ลได้แต่คิดว่าถ้าวันนั้นเขาไม่ได้อยู ณ ที่แห่งนั้น ถ้าเขาไม่ได้พูดคุย ไม่ได้พยายามที่จะเข้าใจ

 

ความคิดยุ่งเหยิงตีกันอยู่ในหัวของชาร์ล คำว่าถ้าเพียงแค่..ผุดขึ้นมานับร้อยนับพันครั้ง ความสามารถในการควบคุมพลังของเขาเองก็ดูจะถดถอยลงเมื่อเขาควบคุมระบบความคิดของตัวเองไม่ได้ 

 

ทุกสิ่งทุกอย่างปนเปกันไปหมด ทั้งเสียงของเขา ทั้งเสียงจากความทรงจำ ทั้งเสียงจากโลกภายนอก เสียงนับพันนับล้านดังก้องอยู่ในหัวของเขา ชาร์ลกรีดร้องอย่างเจ็บปวดสองมือยกขึ้นกุมศีรษะ แต่กระนั้นก็ดูจะไม่มีอะไรสงบลงเลยซักนิด ไม่มีอะไรที่จะรั้งสติของเขาให้กลับมาได้อีกแล้ว ในเมื่อคนที่จะทำมันได้ก็ได้เดินจากเขาไปแล้วบนชายหาดผืนนั้น

 

รู้สึกได้ว่าตัวเองกรีดร้องไปจนแทบหมดลม กรีดร้องจนสมองร้าวชา กรีดร้องจนความเจ็บปวดแทบจะเลือนหายไป และในจังหวะนั้นหนังตาหนักอึ้งจนปิดลง..

 

............................................................................................

 

ความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามากัดกร่อนตัวเขาไปทีละน้อย เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีชีวิตอยู่แบบนั้นนานแค่ไหน

 

แม้แต่สิ่งสุดท้ายที่เขาพยายามยื้อไว้อย่างสุดความสามารถก็ถูกกลืนหายไปเมื่อสงครามมาถึง ...โรงเรียนของเขา...

 

ชาร์ลรู้สึกว่าเขาได้สูญเสียจุดยืนในการดำรงชีวิตไปโดยสิ้นเชิง ทั้งความสัมพันธ์ ทั้งหน้าที่ เขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ..เขาไม่จำเป็นกับใครอีกต่อไปแล้ว

 

ทีละเล็กทีละน้อยเขาค่อยๆพึ่งพิงสุราให้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด

 

ทีละเล็กทีละน้อยเขาค่อยๆลบเลือนตัวเองให้หายไปจากโลกที่เขาเคยเหยียบยืน

 

แม้แฮงค์จะคิดค้นยาซึ่งมอบโอกาสให้ขาทั้งสองข้างของเขาอีกครั้ง แต่กระนั้นเขาก็กลับไม่คิดที่จะออกไปยังที่ไหนอีกต่อไปแล้ว

 

ยิ่งกว่าโอกาสที่ขาสองข้างกลับมาใช้งานได้ ยาที่แฮงค์มอบให้สะกดความสามารถของเขาไม่ให้แสดงออกมาได้ แม้จะเป็นเพียงชั่วครั้งที่มันออกฤทธิ์ 

 

เขาใช้ยานั้นราวกับเป็นสารเสพย์ติดเพื่อที่จะไม่ต้องรับรู้อะไรอีก ควบคู่กับสุรารสแรงที่เป็นดั่งเครื่องล้างความทรงจำ

 

เข็มแล้วเข็มเล่า...

 

แก้วแล้วแก้วเล่า...

 

เมื่อรู้ว่าอีริคถูกจับในฐานะผู้สังหารประธานาธิบดี ตัวเขาไม่ได้ทำสิ่งใดไปมากกว่าการทอดสายมองดูอย่างไม่รู้สึกรู้สา ราวกับว่าคนที่อยู่ในปลายทางอีกด้านของจอโทรทัศน์นั้นเป็นคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยได้รู้จักมาก่อน

 

แต่การแสดงออกนั้นก็ไม่ได้ช่วยลบเลือนความรู้สึกผิดในใจของเขาออกไปได้แม้แต่นิด ถึงจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็อยากเหลือเกิน อยากที่จะยื่นมือออกไปรั้งอีริค.. รั้งเพื่อนของเขาเอาไว้

 

...เขาช่วยอีริคไม่ได้อีกแล้ว...

 

ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับความผิดพลาดของเขา

 

คนแล้วคนเล่าที่อีริคฆ่าเพื่อทำตามปณิธานของเขาให้เป็นความจริง

 

เขาไม่รู้เลยซักนิดว่าสิบกว่าปีในคุกที่ลึกลงไปนับร้อยๆเมตรโดยที่ทำอะไรไม่ได้นั้นอีริคจะรู้สึกอย่างไร แต่สำหรับเขาแล้วมันนานยิ่งกว่าชั่วกัลป์ นานยิ่งกว่าช่วงเวลาที่พวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน

 

ก่อนหน้านี้ถึงจะไม่ได้อยู่ใกล้แต่เขาก็รู้ว่าที่ไหนซักแห่งในโลกภายนอกนั้นอีริคยังอยู่ใกล้ๆเขาไม่ได้จากไปไหน

 

ในบางครั้งแม้จะเป็นเพียงในจินตนาการของเขา เขาก็คิดว่าตัวของเขาเองได้เดินสวนทางกับอีริคที่ไหนซักแห่งข้างนอกนั่น แต่เมื่ออีริคถูกจับมันก็ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

 

............................................................................................

 

ชาร์ลไม่ยอมออกไปไหนอีกหลังจากเหตุการณ์นั้นไม่แม้แต่คิดจะออกไป ไม่ว่าแฮงค์จะพยายามมากแค่ไหนจนสุดท้ายแล้วเขาก็ทำได้แค่ปล่อยให้ชาร์ลทำตามที่ตัวเองต้องการอยู่แบบนั้น

 

แฮงค์เคยภาวนาว่าอยากให้เกิดปาฏิหาริย์ใดๆก็ตามขึ้นเพื่อฉุดดึงชาร์ลให้กลับคืนมาจากหลุมอันมืดมิด

 

เขาทั้งรู้และไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เมื่อคนเดียวที่จะสามารถดึงชาร์ลกลับมาเป็นคนเดิมได้นั้นถูกขังอยู่ในคุกที่ไม่มีวันแหกออกมาได้

 

เขาเคยคิดว่าถ้าเขาทำให้ชาร์ลเดินได้เหมือนเดิม ชาร์ลจะดีขึ้นบ้างซักนิดแต่เขาก็คิดผิด ยาที่เขาทำให้นั้นเหมือนสิ่งที่ช่วยให้ชาร์ลหยิบเหล้าเข้าปากได้ง่ายขึ้นมากกว่า

 

เขาอยากช่วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลยซักนิด

 

..ทำอะไรไม่ได้..จนกระทั่งคนแปลกหน้าคนหนึ่งทุบมือลงบนประตูคฤหาสน์ของเขานั่นเอง..

 

คนแปลกหน้าที่กล่าวอ้างว่าเดินทางข้ามมาจากโลกอนาคต เพื่อแก้ไขอดีตในสิ่งที่ไม่ควรเป็น...

 

ฟังครั้งแรกใครเชื่อก็บ้าล่ะ ในเมื่อไม่มีสิ่งใดดูจะป็นไปได้เลยซักนิดในทางฟิสิกส์ แต่ก็อย่างว่าพวกเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ เกิดซักวันมีใครส่งคนไปๆมาๆระหว่างอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องประหลาด

 

...แต่ชาร์ลก็ดูจะเชื่อ แม้ไม่ต้องใช้พลังของเขาเพื่อพิจารณา...

 

เมื่อชาร์ลเชื่อเขาก็ไม่เห็นเหตุผลที่ตัวเองจะไม่เชื่อ เพราะถ้าเกิดว่ามันเป็นเรื่องจริง อนาคตนั้นก็จะเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากทีเดียว

 

ผู้แปลกหน้าที่มาในนาม 'โลแกน' นั้นมาพร้อมอะไรที่ออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปเสียหน่อย และยิ่งดูเหลือเชื่อขึ้นไปอีก จากสิ่งที่เขายื่นเสนอ

 

'นายต้องร่วมมือกับอีริค..'

 

เพียงชั่ววินาทีเขาก็รู้สึกเหมือนได้เห็นแววตาคู่เดิมของชาร์ลที่เขาเคยรู้จักกลับมาอีกครั้ง แววตาแห่งความมีชีวิต

 

............................................................................................

 

ราวฟิล์มม้วนเดิมที่ถูกฉายวนซ้ำ

 

เขาพบหน้าอีริคอีกครั้ง ต่างกันเพียงแค่คราวนี้เขาเป็นฝ่ายที่ดูย่ำแย่เหลือเกิน ในขณะที่อีริคกลับเหมือนเดิมในทุกกระเบียดนิ้ว

 

อีกครั้งที่พวกเขาให้คำสัญญาระหว่างกัน

 

อีกครั้งที่พวกเขาจับมือกัน

 

...ง่ายเกินไป.. ทุกอย่างดูจะง่ายเกินไป...

 

เขายังไม่สามารถเชื่อได้จากใจว่าอีริคจะยอมทำตามแผนการที่ตกลงกันไว้จริงๆ ...จะให้เชื่อคนที่ทิ้งเขาไปทั้งๆแบบนั้นได้ยังไง...

 

"นายมีสิทธิ์พูดงั้นเหรอ!! นายที่ทิ้งพวกเราไปน่ะ!" ชาร์ลกร้าวตวาดด้วยโทสะ ดวงจัดสีฟ้าจัดของเขาสบเข้ากับดวงตาสีจางของคู่สนทนา

 

แววตาคู่นั้นดุดันขึ้นในชั่ววินาที แรงกดดันมหาศาลที่ตระหง่านง้ำอยู่เหนือศีรษะของเขานั้น ทำให้อีริคดูจะตัวใหญ่ขึ้นอีกกว่าเท่าตัวในความรู้สึก

 

"ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายทิ้งกันไปน่ะ,ชาร์ล!?!"

 

วินาทีที่ควบคุมอะไรไม่ได้นั้นอีริคระเบิดอารมณ์และสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจมาโดยตลอดใส่เขาเป็นครั้งแรก บอกเล่าสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับรู้มาตลอดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา 

 

...เขาทำพลาดอีกแล้ว...

 

ชาร์ลกระถดตัวขึ้นจากเบาะอย่างทุลักทุเล เมื่อเครื่องบินโดยสารทะยานขึ้นได้อีกรอบ ก่อนที่เขาจะหนีเข้าไปอยู่กับแฮงค์ที่ห้องนักบิน

 

...มันไม่เคยดีเลย.. ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง...

 

เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ผู้ช่วยนักบินพลางทอดถอนใจด้วยอารมณ์อันปรี่ล้น รู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงที่คนข้างๆส่งมาแม้จะไม่ต้องอ่านความคิด แต่เขาก็ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นไปแก้ไขความเข้าใจแต่อย่างใด ...ไม่มีเหตุผลที่จะตอบว่าไม่เป็นไร เมื่อเขาเป็นอะไรจริงๆ...

 

ร้าวจนแทบระเบิด..ชาร์ลได้แต่ทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมาทั้งหมด ที่ผ่านมาเขาเอาแต่โทษทุกอย่างโดยไม่มองอะไร แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ เมื่อถึงเวลาที่เขามองเห็นสิ่งต่างๆขึ้นมาบ้าง สิ่งเดียวที่เขาไม่กล้ามองนั้นกลับเป็นใบหน้าของอีริค

 

ใบหน้านั้นที่ทำให้ความทรงจำที่เขาพยายามลบทิ้งไปพลันชัดขึ้นมาทั้งหมด

 

เขาจับขยุ้มผมของตนด้วยมือที่สั่นระริกอย่างทำอะไรไม่ถูก พยายามเรียบเรียงลมหายใจให้กลับมาเป็นระเบียบ

 

อยากพูดคุย แต่ก็ไม่กล้าพูดคุย.. 

 

อยากสัมผัส แต่ก็ไม่กล้าสัมผัส..

 

เขาไม่รู้ว่าควรต้องทำยังไงเพื่อให้ทุกอย่างลับมาเป็นเหมือนเดิม ในเมื่อมันไม่มีวันที่จะเหมือนเดิม

 

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

 

...ความฝันของเขาถูกบดทำลาย...

 

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

 

...ความรักของเขาที่ไม่มีวันเป็นจริง...

 

นานหลายชั่วโมงกว่าที่เขาจะทำใจและเดินออกจากห้องนักบินกลับไปนั่งยังเก้าอี้ตัวเดิมได้ เขาเห็นโลแกนที่นั่งติดที่คาดเข็มขัดแน่นอยู่ที่มุมหนึ่งของเครื่องบิน และอีริคที่นั่งเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างในอีกมุมหนึ่ง

 

ชาร์ลเสสายตาหลบก่อนทิ้งตัวลงนั่งในที่ของตนบ้าง ดวงตาว่างเปล่ามองสลับไปมาระหว่างแก้วและขวดเหล้าสีอำพัน

 

ชั่วเวลาที่พวกเขากำลังบินลัดขอบฟ้าดวงอาทิตย์ด้านนอกก็ลับแสงลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ไฟสีส้มจางในห้องโดยสารก็พลันสว่าง แม้กระนั้นก็ยังคงไม่มีใครขยับออกจากที่นั่งของตน

 

นานนับชั่วโมงก่อนที่หูของชาร์ลจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเงาของคนที่เขาหลีกห่างมานานนับปีก็พาดอยู่เหนือโต๊ะของเขา

 

"เล่นหมากรุกกันมั้ย?" น้ำเสียงนั้นฟังดูอ่อนลงกว่าเมื่อตอนกลางวันมากนัก

 

ชาร์ลกัดเม้มริมปากพลางเสดวงหน้าหนีไปอีกทาง "ฉันไม่มีอารมณ์เล่น"

 

...เขาเกลียดเหลือเกินเวลาที่อีริคทำแบบนี้... เพียงแค่ได้ฟังจากน้ำเสียงเขาก็รู้แล้วว่าอีริคกำลังทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าเขาจะทำ..

 

...อีริคกำลังพยายามง้อเขา...

 

อีริคยืนพิงเบาะที่นั่งฝั่งตรงข้ามของเขาด้วยท่าทีสบายๆ เหมือนจะรู้ว่าลึกๆแล้วเขาไม่มีทางที่จะทำใจแข็งอยู่ได้นานเลย "นายรู้มั้ยว่าฉันไม่ได้ดื่มเหล้าจริงๆมานานแค่ไหนแล้ว?.."

 

แม้ใบหน้านั้นจะ