[Steve/Tony]After That

posted on 15 Oct 2012 23:27 by kurohashi-sey

ตอนก่อนหน้า For the First Time

 

Title : After That

pairing : Steve/Tony

Author : sey

Rate : PG-15

Note : เบสรูปร่างหน้าตาโทนี่ตาม RDJ เพราะอันที่จริงแล้วตามคอมมิคโทนี่มีตาสีฟ้า

Note2 : เรื่องมันเริ่มมาจากเพลงนี้

 

 

การสมหวังในความรักเหมือนเช่นในนิยายนั้นมักเป็นจุดจบของเรื่องราว แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด

 

หากนับกันตามความเป็นจริงแล้วการดำรงความสัมพันธ์นั้นอย่างไรต่างหากถึงจะนับเป็นจุดสำคัญของเรื่องราวที่แท้จริง

 

ไม่มีคู่มือที่คอยเขียนบอก...

 

ไม่มีคนที่จะมาคอยชี้สอน...

 

ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน จะมีใครเข้าใจไปมากกว่าคนทั้งคู่กัน...

 

สิ่งที่ดูจะต่างออกไปจากเรื่องปกติมากก็ตรงที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งคู่มันซับซ้อนเกินกว่าที่จะพูดกับใครได้เข้าใจ

 

พวกเขาอยู่ในระดับความสัมพันธ์ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกันธรรมดา แต่ก็ยิ่งไม่ใกล้เคียงกับคำว่าคู่รัก

 

ถึงจะบอกว่าไม่ใช่แต่เขาก็คิดว่าคำว่า 'เซ็กส์เฟรนด์' คงใกล้เคียงกับสถานะตอนนี้ของพวกเขามากที่สุด

 

แต่กระนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และก็ไม่ใช่การมีอะไรกันเพราะความสะดวกอะไรแบบนั้นอีกเหมือนกัน

 

ว่ากันตามตรงแล้วก็อาจเป็นที่พวกเขาเองที่ไม่อาจหาคำมานิยามให้กับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเองนี้ได้

 

...ระหว่างพวกเขาไม่มีคำบอกรักแว่วหวาน...

 

...ระหว่างพวกเขาไม่มีการปฏิบัติตัวอย่างคนรัก...

 

...ไม่ได้มีเดทที่สวยงาม ไม่ได้มีคืนวันที่โรแมนติก ไม่ได้มีการจูงมือกันอย่างคนรักทั่วไป...

 

...ก็แค่ขาดไปไม่ได้เท่านั้น...

 

............................................................................................

 

นัยน์ตาสีฟ้าสดเลื่อนลอยไปไกลไม่ได้จับจ้องไปยังจุดใดเป็นพิเศษ สีฟ้าของท้องฟ้ายามกลางวันที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นดูจะเร่งให้ดวงตาคู่นั้นจัดสีขึ้นเป็นพิเศษ มือหยาบใหญ่ประคองแก้วกาแฟกระดาษในมืออย่างไม่มีทีท่าว่าจะยกมันขึ้นดื่ม

 

เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมตัวเองจะต้องมานั่งรอเจ้าของกิจการที่แทบจะครองเศรษฐกิจของอเมริกาได้อยู่อย่างนี้ทำไม ที่จำได้ก็เพียงแค่ว่าระหว่างที่เขากำลังนั่งเหยียดตัวอ่านหนังสืออย่างสบายอยู่บนโซฟา ก็โดนร่างสันทัดฉุดกระชากลากถูเขาออกมาให้ทำธุระเป็นเพื่อน พอเขาปฏิเสธไม่ยอมเข้าไปในบริษัทด้วยก็เลยโดนระเห็จออกมาหาอะไรทำรออยู่ด้านนอก

 

แต่หลังจากยืนรออยู่ได้ครู่ใหญ่แต่ไม่เห็นมีทีท่าว่าเจ้าตัวจะลงมาเสียที เขาจึงตัดสินใจเดินไปซื้อกาแฟจากร้านใกล้ๆมานั่งดื่มรอแทน

 

"เฮ้..โทษที" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแทรกเข้ามาในสติ เรียกให้ใบหน้าคมสันของสตีฟ โรเจอร์สหันไปมองในที่สุด

 

"เสร็จธุระแล้วหรือไง?"

 

"อา..ฉันเองก็คิดว่าจะเร็วกว่านี้ แต่มันดันมีปัญหานิดหน่อยน่ะ"

 

"ปัญหา? มันมีอะไรมากรึเปล่า?"

 

โทนี่ถอนหายใจพลางระบายรอยยิ้มจางๆบนริมฝีปาก "ไม่ต้องห่วงฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว นายที่นั่งรอตั้งนานยังดูน่าจะเดือดร้อนกว่าอีก"

 

"ก็ไม่นี่" เขาเลิกคิ้วก่อนดันตัวลุกขึ้นยืน "ว่าแต่นายพาฉันออกมาทำไม?"

 

คนถูกถามไม่ตอบคำถาม แต่เดินมาฉกแก้วกาแฟในมืออีกฝ่ายไปดื่มเอาเสียดื้อๆ "...ก็แค่เห็นว่าวันนี้ว่าง"

 

"หือ??" สตีฟได้ยินไม่ค่อยถนัดนักเมื่อคนตอบคำถามเอาแต่หันหน้าไปทางอื่นอยู่แบบนั้น

 

เศรษฐีหนุ่มคล้ายจะเบือนหน้ากลับมาตอบคำถามแต่ก็เป็นเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นเหมือนต้องการหลีกเลี่ยงการสบตา "ก็แค่เห็นว่านานๆเราจะว่างตรงกันเท่านั้น..."

 

สันคิ้วคมเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจเล็กน้อย แต่มันก็ค่อยๆคลายลงก่อนที่รอยยิ้มอบอุ่นจางๆจะระบายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นในที่สุด

 

"ต้องจูงมือด้วยรึเปล่า?" มือใหญ่ยื่นเข้าไปหาพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ทำให้คนตัวเล็กกว่ารีบชักมือหนี

 

"อย่ามาไร้สาระน่า!" โทนี่ว่าเสียงดังก่อนจะชิ่งเดินนำหน้าไป ปล่อยให้อีกคนเดินตามพลางหัวเราะเบาๆอย่างน่าหมั่นไส้ไปตลอดทาง

 

ถึงจะดูไม่มีอะไรชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ชอบความสัมพันธ์แบบนี้และคิดว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วก็ได้

 

มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เขาจะอยากครอบครองอีกฝ่ายเอาไว้ อยากจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็นมาก่อน อยากจะให้คนคนนี้เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างต่อหน้าเขาคนเดียวเท่านั้น...

 

แต่โทนี่ สตาร์ค ก็คือโทนี่ สตาร์ค เขาไม่ได้คิดว่าจะสามารถเป็นอะไรได้มากกว่านี้ ไม่คิดว่าจะทำให้คนที่รักอิสรเสรีมากถึงเพียงนี้มายึดติดได้อยู่กับเขาได้เพียงคนเดียว

 

อันที่จริงเขาก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเป็นที่ตัวเขาเองรึเปล่าที่อยากจะคงความสัมพันธ์แบบนี้เอาไว้...

 

เขาอยากจะเห็นอีกเสี้ยวมุมที่ไม่เคยมีใครได้เห็นของอีกฝ่าย แต่กระนั้นก็ไม่กล้าที่จะให้อีกฝ่ายเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตของเขาไปมากกว่านี้

 

เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้ไม่ยุ่มย่ามหรือเรียกร้องอะไร เวลาเห็นผู้หญิงมากมายล้อมหน้าล้อมหลังฝ่ายนั้น

 

มันก็ไม่เชิงว่าเขาไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง.. ส่วนหนึ่งก็อาจจะใช่เพราะตัวเขาทำอะไรคลุมเครือไม่ชัดเจน..

 

แต่ในอีกส่วนหนึ่งแล้วเขาก็กลัว...

 

...กลัวว่าถ้าหากรักมากซักวันอาจจะต้องสูญเสียไป...

 

...กลัวว่าถ้าหากพยายามไขว่คว้ามากไป คนที่จะล้มเหลวคือเขา...

 

เขาไม่อยากที่จะต้องเจอความสูญเสียแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว...

 

เพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่ได้เอ่ยรวมทั้งไม่คาดคั้นให้อีกฝ่ายพูดหรือทำอะไรให้มันชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

 

...บางทีนี่คงจะเป็นความเห็นแก่ตัวของเขาล่ะมั้ง...

 

............................................................................................

 

"วันนี้ลาดตระเวนพอรึยัง?" ชายในชุดเกราะเหล็กสีสดเอ่ยถามพลางยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ แม้จะไม่ได้เปิดเกราะที่หน้าแต่ฟังจากเสียงก็พอจะเดาได้ว่าชายหนุ่มกำลังหาวหวอดอย่างเบื่อหน่าย

 

"เราก็เดินมาเกือบจะทั่วแล้วล่ะนะ" กัปตันอเมริกากล่าวตอบก่อนจะหันไปมองนาฬิกาผ่านบานกระจกจากหน้าต่างร้านใกล้ๆ สีสันที่แทบจะตัดกันโดยสิ้นเชิงกับร่างที่เดินอยู่ไม่ห่างเรียกสายตาคนจากทั่วสารทิศให้หันมามองได้แทบจะตลอดเวลา

 

แรกๆเขาเองก็ไม่ชอบการเป็นจุดสนใจแบบนี้เท่าไหร่นัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เคยชินขึ้นมาเองซะอย่างนั้น... ที่สำคัญถึงจะไม่ชินก็ใช่ว่าเขาจะมีสิทธิ์เลือกเสียเมื่อไหร่....

 

ยังไม่ทันจะได้หันไปชวนคนข้างๆพักกินข้าว เสียงเรียกเล็กๆสดใสก็ดังขึ้นจากด้านหลังจนต้องหมุนตัวกลับไปมอง "นั่นมันไอร่อนแมนกับกัปตันอเมริกานี่!"

 

"อ้าว? นั่นแฟนคลับนายนี่" โทนี่พูดกลั้วหัวเราะพลางทอดสายตามองกลุ่มเด็กน้อยที่วิ่งโร่มาทางพวกเขา

 

"ของนายมากกว่าล่ะมั้ง?" เขาตอบกลับพลางย่อตัวลงทักทายเด็กชายคนหนึ่ง

 

จะเรียกว่าเป็นเรื่องปกติก็คงไม่ผิดเท่าไหร่ ลงเป็นเด็กแล้วไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ชอบฮีโร่กันทั้งนั้น เขาเองก็ไม่ได้รังเกียจเด็กออกจะรู้สึกสนุกเสียด้วยซ้ำเวลาได้เล่นกับพวกเด็กๆเหล่านี้ "เฮ้ๆ ระวังนะนั่นน่ะ" สตีฟส่งเสียงห้ามอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยอีกคนกำลังห้อยโหนอยู่กับแขนของไอร่อนแมนอย่างสนุกสนาน

 

"วันนี้สงสัยได้อยู่เล่นกับเด็กหมดพักเที่ยงแน่"

 

"นั่นสิ" เสียงเด็กน้อยร้องลั่นกลบเสียงตอบเมื่อเขาจับอุ้มขึ้นขี่คอก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

 

โทนี่มองคนเล่นกับเด็กอย่างมีความสุขก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ "นายนี่ใจดีจริงๆนะ"

 

"หือ? ใจดียังไงกัน? ก็แค่เล่นกับเด็กเท่านั้นเอง" เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

 

"ไม่หรอก...นายน่ะใจดี ..ใจดีมากจริงๆ" เขาทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นและไม่ได้พูดอะไรอีกทำให้คนฟังได้แต่เก็บความสงสัยไว้ต่อไป

 

หลังจากจบศึกหนักกับการรบกับเหล่าเด็กที่มีพลังงานเหลือเฟือแล้วพวกเขาก็เพียงพากันไปหาอะไรง่ายๆรองท้องก่อนที่จะแยกกันไปทำธุระส่วนตัวของแต่ละคน

 

อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกห่วงเศรษฐีหนุ่มคนนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ชั่ววินาทีที่แผ่นหลังเหยียดตรงในชุดสูทเนื้อดีนั้นเคลื่อนห่างออกจากเขาอะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกว่าร่างนั้นกำลังห่างออกไปจนเขาไม่อาจจะเอื้อมมือออกไปได้ถึง

 

...แต่กระนั้นเขาก็ได้แต่ปล่อยให้ร่างตรงหน้าหายลับไปทั้งๆอย่างนั้น....

 

'ไม่หรอก...นายน่ะใจดี ..ใจดีมากจริงๆ'

 

จู่ๆถ้อยคำที่อีกฝ่ายพูดขึ้นมาลอยๆก็กลับมาสะท้องก้องอยู่ในหัวเขาอีกครั้ง

 

บางทีเขาคงจะคิดไปเองเพราะเสียงที่ได้ยินนั้นส่งผ่านออกมาจากชุดเกราะหนาหนักอีกที แต่ว่าเขากลับรู้สึกว่าน้ำเสียงนั้น...

 

...มันเศร้าสร้อยกว่าที่เคยได้ยินมามากมายเหลือเกิน...

 

"เป็นอะไรของนายกันนะโทนี่..."

 

ร่างสูงใหญ่ลบความคิดชวนหงุดหงิดงุ่นง่านนั้นออกจากหัวด้วยการสะบัดหัวแรงๆสองสามครั้งแล้วเบือนสายตาไปยังนาฬิกาบนฝาผนัง ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกไปรายงานความคืบหน้าที่หน่วยชิลด์

 

จะว่ารายงานความคืบหน้าหรืออะไรก็ไม่เชิงนัก ก็แค่ไปรายงานตัวพอเป็นพิธีมากกว่า เพราะอย่างที่เห็นๆฟิวรี่ก็สั่งให้คนคอยสอดส่องพวกเขาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

 

ที่ทำก็แค่โผล่ไปให้เห็นหน้าค่าตาก็แค่นั้น ส่วนเรื่องความเคลื่อนไหวอะไรตัวเขาเองก็ไม่ได้มีเป็นพิเศษแต่แรกอยู่แล้ว

 

โทนี่เสียอีกที่นอกจากจะขี้เกียจไปรายงานตัวแล้วยังชอบตรวจสอบว่าใครคอยจับตาดูตัวเองอยู่เพื่อหาทางชิ่งหนีสร้างความวุ่นวายอยู่บ่อยครั้ง

 

รอยยิ้มเล็กๆแต้มอยู่บนริมฝีปากคมเมื่อนึกถึงคนที่มักเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่เสมอนั้น

 

...เพราะเป็นแบบนี้นายถึงทำให้ฉันไม่อาจละสายตาไปไหนได้อีกเลยจริงๆ...

 

ดวงอาทิตย์คล้อยแสงลงมากแล้วในระหว่างที่เขากลับมาจากหน่วยชิลด์ โทรศัพท์มือถือที่โทนี่บังคับให้เขาพกไว้แผดร้องเตือนให้เห็นข้อความที่คนยัดเยียดโทรศัพท์ให้ส่งมา 'ต้องไปงานเลี้ยงของบริษัทคู่ค้ากะทันหัน กลับดึก'

 

ข้อความสั้นๆที่ทำให้เห็นหน้าเหม็นเบื่อของคนส่งลอยตามมาทำให้เขาอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้ ดวงตาสีฟ้าใสสะท้อนตัดกับปลายขอบฟ้าสีส้มสด "ไปหาอะไรกินหรือจะกลับเลยดีนะ?..."

 

หลังจากเดินไปเดินมาตามท้องถนนอยู่พักใหญ่ เขาก็ตัดสินใจกลับอย่างช่วยไม่ได้

 

...ยังไงก็ไม่มีอะไรทำเป็นพิเศษอยู่ดีล่ะนะ...

 

เขาเบือนสายตาขึ้นมองยอดตึกสูงใหญ่ที่แสงสุดท้ายของวันสาดสะท้อนจนอาบย้อมมันให้กลายเป็นสีส้ม ...มันก็....สวยดีล่ะมั้ง...

 

ช่วงขายาวเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปยังจุดหมายที่อยู่ปลายสายตา ริมฝีปากหยักเป็นรอยยิ้มขำขันเมื่อนึกถึงตึกที่ตัวเองเคยบอกว่าอัปลักษณ์แต่ตอนนี้เขากลับเข้าออกตึกที่ว่านั่นเป็นว่าเล่นแถมยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยเสียอีก

 

ถึงจะอยู่ในตึกหรูหราใหญ่โตแต่ห้องของเขาก็ยังคงไว้ซึ่งความเรียบง่าย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเกลียดความยุ่งยากและไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์ตรงไหน

 

มือหยาบผลักบานประตูห้องของตนเข้าไป เสื้อโค้ตกันลมตัวใหญ่ถูกถอดวางพาดเข้ากับเก้าอี้ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาอะไรกิน พลางเหลือบสายตามองเวลาที่ค่อยๆไหลผ่านไปเป็นระยะๆ

 

...ไม่ว่ายังไงเขาก็รู้สึกติดใจกับคำพูดในตอนนั้นอยู่ดี...

 

...ถ้าจะให้พูดไปนายต่างหากไม่ใช่รึไงกันที่ใจดี...

 

เขารู้ดีว่าโทนี่เป็นคนเช่นนี้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะกอดปัญหารวมทั้งเรื่องต่างๆเอาไว้กับตัวเองอยู่เพราะกังวลว่าทุกคนจะเป็นห่วงตนเองเสมอ

 

...คงอีกพักใหญ่กว่าจะกลับมา... สตีฟคิดพลางมองนาฬิกาที่เพิ่งบอกเวลาสามทุ่มเศษ "แต่เข้าไปรอก็คงไม่เป็นไรมั้ง.."

 

เพียงในเวลาไม่นานเขาก็ย้ายตัวเองไปยังส่วนบนสุดของตึกซึ่งบุคคลที่เขาคิดถึงใช้เป็นบ้าน ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยล้านแปดที่อีกฝ่ายคิดขึ้น เข้าไปนั่งรอในห้องนั่งเล่นได้ในที่สุด

 

หลังจากที่มองไปรอบๆอยู่สองสามครั้งเขาก็ฉวยเอาสมุดพกเล่มพอดีมือของตนขึ้นมาจากกระเป๋าพร้อมกับดินสอแท่งหนึ่ง ก่อนจะเริ่มขีดๆเขียนๆอะไรบางอย่างลงไปเพื่อฆ่าเวลา แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อเขาเรื่องลงมือวาดสติทั้งหมดทั้งมวลก็ถูกดึงไปยังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนหมดสิ้น

 

กระดาษหน้าแล้วหน้าเล่าที่ถูกเติมเต็มคล้ายจะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านที่กระจัดกระจายมาตลอดวันค่อยๆสงบลงในที่สุด

 

เสียงลิฟท์ส่วนตัวที่ดังขึ้นเบื้องห